วันพฤหัส, มีนาคม 4

อยากเริ่มเทรด cryptocurrency เริ่มจากอะไรดี

จากกระแสปัจจุบันที่หลายๆ คน เห็นว่าราคา bitcoin พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ก็มีอีกหลายๆ คนสนใจหันอยากจะมาลงทุนในสิ่งนี้มากขึ้น แต่หลายๆคนเหล่านั้นก็ไม่ได้มีพื้นฐานทางด้าน IT มา ทำให “งง” กัน วันนี้ผมเลยจะมาเล่าสู่กันฟังเผื่อจะได้กระจ่างกันมากขึ้น

ก่อนอื่นเลยนั้น  อยากจะให้ทุกคนรู้จักกับคำที่คุ้นหูกัน (buzzword) บางคำกันก่อน มาเริ่มกันเลย

1. Cryptocurrency คือคำที่ประกอบกันมาจาก 2 คำได้แก่คำว่า crypto และ currency โดยที่คำว่า “crypto”  นั้นมาจากคำเต็มๆ ว่า “cryptographic” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่อาศัยวิทยาการการเข้ารหัส (cryptography) มาเป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน กล่าวคือไอ้สิ่งนั้นๆที่มีคำว่า crypto นำหน้าจะต้องมีการทำอะไรสักอย่างแนวๆ encryption แน่ๆ (อย่าเพิ่งท้อกันนะครับ เพิ่งเริ่มเอง ฮาๆ) และอีกคำนึงคือคำว่า “currency” อันนี้แปลตรงๆตัวเลยก็แปลว่าสกุลเงินนั่นแหล่ะครับ โดยเราเอามารวมกันก็จะแปลรวมๆได้ว่าสกุลเงินที่อาศัยเทคโนโลยีการเข้ารหัสมาเป็นพื้นฐาน (งงกันมั้ยครับ) ถ้าให้อธิบายให้ถูกก็คือมันเป็นสกุลเงินนั่นแหล่ะ แต่ว่าเป็นสกุลเงินที่ตัวข้อมูลกระแสเงินนั้นวิ่งอยู่บนระบบที่ทำหน้าที่เข้ารหัสข้อมูลไปด้วย ถ้ามาเทียบกับเงินบาท ข้อมูลกระแสเงินที่เราจ่าย promptpay หรือรูดบัตรเครดิต มันจะส่งคำสั่งไปที่ server ของธนาคารนั้นๆ และอัพเดทตัวเลขว่าต้องมีเงินฝั่งจ่ายลดลงและเงินฝั่งรับเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันในส่วนของ cryptocurrency ตอนเราโอนเงินไปมาหากันตัวข้อมูลที่บันทึกว่าบัญชีใครมีเงินอยู่เท่าไหร่บ้างนั้นก็เก็บอยู่บน “blockchain” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีตัวนึงที่ทำงานแบบอาศัยหลักการการเข้ารหัสมาเป็นหัวใจ 

ปัจจุบัน ด้วยความที่เป็นสกุลเงินก็เริ่มสามารถนำมาใช้ซื้อของกันได้จริงๆ แล้วแต่หลักๆก็จะยังรับแค่ bitcoin กัน

2. Blochchain คือเทคโนโลยีตัวนึงที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล อารมณ์เหมือนฐานข้อมูลนั่นแหล่ะ โดยคำว่า “blockchain” นี้ก็เป็นอีกคำที่ประกอบมาจาก 2 คำซึ่งประกอบด้วยคำว่า “block” และคำว่า chain” โดยที่คำว่า “block” นั้นหมายถึงกล่อง โดยกล่องในที่นี้คือกล่องที่ไว้เก็บข้อมูลของธุรกรรมที่เราทำกันบนโลก cryptocurrency นี่แหล่ะครับ ถ้าให้จินตนาการลองจินตนาการเหมือนเราโอนเงินให้เพื่อนโดยเราเขียนใส่กระดาษว่าโอนจากชื่อเราไปให้ชื่อเพื่อนและก็เซ็นชื่อเราลงไปบนกระดาษแล้วไปยื่นให้ธนาคาร ธนาคารก็จะรับกระดาษนี้ไปและปรับฐานข้อมูลเงินตัวเราลงและส่วนของเพื่อนเพิ่มขึ้นแล้วธนาคารก็จะเอากระดาษนี้เก็บใส่กล่องลังอันนึง ที่นี้มาที่อีกคำนึงคือคำว่า “chain” นะครับ จากก่อนหน้านี้ที่เรามีกล่องที่ใส่กระดาษที่ได้เขียนการโอนเงินไปแล้วนั้น ทีนี้กล่องเต็มก็จะต้องเปลี่ยนกล่อง เราก็จะปิดฝากล่องแล้วเอาไปเก็บที่ห้องเก็บเอกสารของธนาคาร แต่ทีนี้ในการเก็บกล่องนั้น เราจะเขียนที่ฝากล่องด้วยว่ากล่องนี้ปิดฝามาเก็บเมื่อไหร่ ใครเป็นคนปิดฝาเอามาเก็บ มีกี่เอกสารในนั้น และนอกเหนือจากนั้นจะให้หมายเลขกล่องด้วย เช่นกล่องปัจุบันที่เพิ่งปิดไปคือกล่องที่ 37 ก็มีเขียนเลข 37 ไปด้วย ไม่พอแค่นั้นมีการเพิ่ม security ไปด้วยโดยเอากล่องอันนี้ไปวางข้างๆกล่องที่ 36 แล้วเจาะรูร้อยเชือกตรงจุดที่ประกบกันให้มันต่อกันเหมือนรถไฟและถ่ายรูปกล่องที่ 36 นี้แปะบนฝากล่องที่ 37 ด้วย ทีนี้ถ้าอยากจะแก้ไขอะไรในอดีตก็ต้องไปงัดฝากล่องเพื่อเปิดมาแก้ สมมุติอยากไปใส่เพิ่มว่ามีคนโอนตังมาให้เราโดยตั้งใจใส่ที่กล่อง 15 แปลว่าต้องตัดเชือกกล่องที่ 15 ที่ร้อยอยู่นั้นก่อนแล้วใส่กระดาษเข้าไปเพิ่มแล้วทำฝากล่องมาใหม่แล้วไปต่อใหม่ แต่พอทำอย่างนี้แล้วก็ต้องไปทำกล่อง 16 ใหม่เพราะข้อมูลบนฝากล่องที่ 16 เปลี่ยน พอ 16 เปลี่ยนก็ต้องไล่ทำใหม่ไปเรื่อยจนกว่าจะถึงปัจจุบัน โดยปัจจุบันอาจจะไปที่กล่องเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ นี่แหล่ะครับคือหลักการที่ blockchain ทำงานโดยไอที่ฝากล่องเราทำหลักฐานของกล่องก่อนหน้า ในทาง blockchain จะใช้การทำ hashing ซึ่งเป็นการเข้ารหัสข้อมูลรูปแบบนึงที่จะถอดรหัสกลับมาไม่ได้มาบันทึกไว้แทนรูปฝากล่องก่อนหน้าของเรา ไม่เพียงแค่นั้น ของ blockchain เองข้อมูลกล่องเหล่านี้จะไปถูกเก็บที่ทุกคนที่อยู่ในระบบอีกด้วย ถ้าจะโกงระบบโดยแก้ไขข้อมูลเหมือนที่เราแก้ไขกระดาษก็ไม่เพียงแก้ไขที่เครื่องเราเท่านั้น ต้องไปแก้ที่ทุกเครื่องอีก เห็นไหมครับว่ามันยากมากเลย ฉะนั้นการเก็บข้อมูลลงบน blockchain จึงปลอดภัยแค่ไหน

3. Bitcoin เป็น cryptocurrency ตัวนึงจากหลายพันหลายหมื่นสกุลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำไมถึงยกมาพูด ก็เพราะว่าทุกคนน่าจะรู้จักกันเยอะที่สุดแล้ว bitcoin เป็นสกุลเงินที่มี marketcap สูงที่สุดและแทบทุก exchange จะรับ bitcoin โดย bitcoin นี้ถือได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อวงการ cryptocurrency และวงการ blockchain อย่างมาก เพราะเป็นตัวที่ทำให้โลก cryptocurrency และ blockchain บูมขึ้นอย่างมาก ทั้งๆที่อันที่จริงแล้ว ศาสตร์ทางด้าน blockchain มีมานานก่อนแล้ว เริ่มกันตั้งแต่ปี 1962 ในเรื่องของ Distributed network กันเลยทีเดียว จนปัจจุบันมี blockchain มากมายหลายค่ายมากๆ ดังๆเลยก็ bitcoin ethereum ripple hyperledger tendermint บ้างก็มาพร้อม currency บ้างก็เป็นแค่ database 

4. Token คือสิ่งไว้แทนหน่วยอะไรสักอย่าง ถามว่าทำไมเราต้องรู้ เพราะบน exchange ที่เทรดๆกัน มันมีทั้งเทรด cryptocurrency และเทรด token กันไปมานี่สิ ในส่วน token นั้นหลักๆแล้ว จะมีการแบ่งออกมาเป็น 2 ประเภทคือ security token และ utility token โดยที่ security token นั้นให้มองเป็นเหมือนหุ้น เหมือนตราสารหนี้ มีมูลค่าในตัว ส่วน utility token เป็นเหมือนการแทนค่าของสิ่งของหรืออะไรก็ตามให้เราสามารถถือเป็นลักษณะหน่วยๆได้ ถ้าให้จินตนาการเปรียบเทียบลองนึกถึงตึกคอนโดที่แบ่งออกเป็นห้องๆ แต่ละห้องก็มีสัญญาโฉนดให้แต่ละคนถือได้รวมถึงโอนไปมาให้กันได้ ซึ่งโดยทั่วไป token จะถูกสร้างขึ้นมาอีกทีบน blockchain และส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันนี้จะสร้างบน ethereum ด้วย smart contract (smart contact คืออะไรลองดูที่บทความอื่นในเว็บนี้ได้นะครับ) ฉะนั้นจะมาเล่นเทรดก็ควรต้องรู้จักว่าไอเหรียญที่เรากำลังจะเทรดเนี้ย เป็นแบบไหนเพื่อจะได้รู้ว่ามันน่าเชื่อถือมั้ยมูลค่าควรจะเป็นเท่าไหร่ อิงจากพื้นฐาน blockchain ที่มันอยู่น่าเขื่อถือมั๊ย 

เนื้อหาในตอนนี้เป็นแค่ประตูบานที่ 1 ของการเข้ามาจับต้องโลก crypto currency นะครับ อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่อยากจะลงทุนในโลกนี้ก็ต้องไปมีพื้นฐานทางด้านเศรฐศาสตร์อีกนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องของอุปสงค์อุปทานการเก็งกำไร ต้องไปดูคนที่เป็นคนออกเหรียญนั้นๆว่าเค้าเป็นใคร ออกเหรียญมาเพื่ออะไร อะไรคือจุดขายเค้า ขอให้ผู้อ่านไม่โลภจนเกินไปนะครับ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนการลงทุน 🙂

ต่อ ตอน2 : https://blockchain.fish/begin-to-trade-cryptocurrency-2/