วันพฤหัส, กุมภาพันธ์ 21

Trust Disruption #1 : เมื่อมนุษย์ต้องการอะไรที่มากกว่า Internet

ในปัจจุบันนี้สิ่งแรกที่หลายคนทำตอนตื่นนอน คือ การหยิบ Smart Phone ขึ้นมา เปิดเช็ค Status เปิดเช็ค Notification ตลอดจนการตามอ่านข่าวสารต่างๆ เป็นอย่างแรก หลายคนกล่าวในเชิงลบว่าพฤติกรรมนี้ทำให้มุนษย์เสพติดเทคโนโลยีมากขึ้นหรือมากเกินไป ซึ่งการจะกล่าวในเชิงนี้ก็เห็นจะเป็นการโจมตีเทคโนโลยีในปัจจุบันจนเกินไป เนื่องจากถ้าลองฉายภาพย้อนหลังกลับไปไม่กี่ทศวรรษก่อน ขอย้ำว่าไม่ใช่ศตวรรษ แต่เป็นเพียงหลักหลาย 10 ปีก่อนหน้านี้ มนุษย์ก็มีค่านิยมจนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตานั่งอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ยามเช้าเช่นกัน

ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปถึงจุดที่ในตอนเช้าจะมีอาชีพที่เราเรียกันว่า เด็กส่งหนังสือพิมพ์ ทำหน้าที่ส่งหนังสือพิมพ์มาไว้ที่กล่องรับที่ติดตั้งอยู่ที่หน้าบ้านของทุกคน ถ้าจะเปรียบการขับรถมอเตอร์ไซต์แล้วเที่ยวหย่อนลงที่กล่องรับหนังสือพิมพ์หน้าบ้านแล้วเราหยิบกระดาษที่พิมพ์ให้เป็นหนังสือพิมพ์เอามาอ่านข้อความ กับ ข้อความวิ่งมาตามสาย Internet แล้วเราหยิบ Smart Phone ขึ้นมาแล้วอ่านข้อความจากหน้าจอแทนการอ่านผ่านกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อติดตามข่าวสารจากโลกภายนอกในยามเช้า ก็คงจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันที่ต่างไปก็เป็นเพียงแค่เทคโนโลยีและเครื่องมือที่มนุษย์เราใช้เท่านั้นแต่สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือมนุษย์ต้องการที่จะติดต่อสื่อสารและรับรู้ข่าวสารของกันและกัน

 

อะไรกันที่ส่งเรามาถึงจุดนี้

ย้อนกลับไปในช่วงที่ชาวจีนโบราณเริ่มสร้างเครื่องคำนวณที่ในปัจจุบันเราเรียกกันว่า ลูกคิดเพื่อนำมาช่วยในการทดเลขทำให้ง่ายในการคิดคำนวณกับตัวเลขในปริมาณมากๆ ได้ง่ายขึ้น เรื่อยมาจนถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อช่วยถอดรหัสลับของฝ่ายอักษะที่นำโดยนาซีเยอรมัน เมื่อสงครามสิ้นสุดลงก็เริ่มมีการนำแนวคิดเครื่องคอมพิวเตอร์มาต่อยอดการใช้งานสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ในสมัยนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ยังมีขนาดใหญ่และใช้ได้ในงานเฉพาะทางมากๆ เท่านั้น และยังมีราคาแพงจนผู้คนยังไม่สามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ในวงกว้าง

และแล้วก็มาถึงยุคของแนวคิด Personal Computer หรือที่เราชอบเรียกกันว่า PC ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อยอดผ่านการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์และโชกโชนของ 2 นักฝัน ผู้เปลี่ยนโลก นั้นคือ บิล เกตส์ และ สตีฟ จอบส์ ผลลัพธ์นั้นคือมนุษยชาติได้รับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กลง ราคาถูกลงและได้กลายมาเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ใช้ไฟฟ้าที่ทุกบ้านต้องมีอย่างน้อย 1 เครื่อง

ด้วยความที่เราเป็นสัตว์สังคม ดังนั้นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เรา นั้นคือ การสื่อสารกัน การบันทึกข้อตกลงต่างๆในรูปแบบข้อความ นั้นจึงเป็นที่มาของความพยายามในการทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ เริ่มแรกมีใช้ในเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกา ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการกัน และเป็นจังหวะประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่มนุษย์เราเริ่มมี PC ไว้ในครอบครองกันทุกบ้าน เราจึงพบว่าการเชื่อมต่อกันในลักษณะนี้อำนวยความสะดวกในการส่งข้อมูลข่าวสารให้เราอย่างมาก จึงเกิดการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันมากเข้าๆ กลายเป็นเครือข่ายการรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ และมนุษย์ก็ตั้งชื่อให้เครื่องมือใหม่นี้ว่า Internet และรับมาอยู่ในชีวิตประจำวันนับจากนั้น

 

ใช้ชีวิตบน Internet

เมื่อ Internet ตามเราไปทุกที่ทุกเวลา ก็เริ่มมีนักฝันรุ่นถัดไปสร้างเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายระดับโลกนี้ขึ้นมา ตอนนี้เรามีทั้งร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่นำโดย Amazon ร้านค้าออนไลน์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกปัจจุบัน เรามีทั้งสังคมเสมือนจริง Social Network นำโดย Facebook เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของเราจนตอนนี้เราเสมือนมี 2 ตัวตนที่ต้องบริหารจัดการ ทั้งหมดนี้อยู่ง่ายแค่ปลายนิ้ว และด้วยการเปิดตัว iPhone โดยสตีฟ จอบส์ นักฝันเจ้าเก่าผู้ก่อตั้ง Apple นั้นทำให้ Internet และการท่องเว็ปไซต์ตามเราไปทุกที่ทุกเวลาอย่างหลุดออกจากกันไม่ได้จริงๆ นั้นจึงส่งผลให้เราตื่นขึ้นมา คว้ามือไปหยิบ Smart Phone ขึ้นมาเช็คข้อความ อ่านข่าวสาร และแม้กระทั้งการทำงานทุกอย่างล้วนย้ายขึ้นมาอยู่ใน Internet ทั้งหมด เพราะทุกคนมีเครื่องมือสำหรับการเปิดเข้าสู่โลก Internet พกอยู่ในกระเป๋ากางเกง

เมื่อเราพยายามย้ายงานทุกอย่างยกเข้ามาทำกันใน Internet ทั้งหมด สิ่งที่ตามมาคือ เราต้องการความสามารถของ Internet ที่มากขึ้นทั้งในแง่ความเร็ว ความปลอดภัย ความเชื่อถือได้ และอื่นๆ อีกมากมายที่จะเป็นองค์ประกอบให้เราสามารถทำงานได้จริงบนโลก Internet นั้นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องการอะไรที่มากกว่าความสามารถของ Internet ดังเดิมที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ส่งข้อมูลกันภายในสังคมมหาวิทยาลัย ซึ่งถูกออกแบบโดยคนส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยที่เป็นคนมีการศึกษา เป็นนักวิชาการ และบุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนดีไม่ได้คิดเรื่องฉ้อโกงใดๆ ตั้งใจอุทิศประโยชน์ให้แก่สังคม ดังนั้นแนวคิดเรื่องระบบการรักษาความปลอดภัยจึงไม่ถูกนำมาใส่ในการสร้างระบบ Internet ตั้งแต่แรกเริ่มหรืออาจจะด้วยความที่ไม่ได้คำนึกถึงว่าเครือข่ายนี้จะมาได้ไกลมากขนาดนี้ ฉะนั้นความเป็นจริงวันนี้ ก็คือ Internet เป็นเครื่องมือที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับกับงานขนาดที่มนุษยชาติจับมันมาใช้กันในทุกวันนี้ อาจจะกล่าวสนุกๆ ได้ว่า เรากำลังใช้และให้ความหวังแก่เครื่องมือนี้มากจนเกินกว่าความสามารถดังเดิมของมันแล้ว

 

ลองทำงานจริงๆ บน Internet

ถ้าเราส่งไฟล์เอกสารงานให้เพื่อนผ่าน Line สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลกคอมพิวเตอร์เบื้องหลังเรานั้นคือ จะเกิดไฟล์ใหม่ขึ้นมา 2 ที่บนโลก นั้นคือ บนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของ Line เองและเมื่อเพื่อนกด Download ไฟล์ ไฟล์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเพื่อนอีก 1 ไฟล์ สรุปรวมความได้ว่าจะมีไฟล์หน้าตาเหมือนกันทั้งหมดนี้ 3 ไฟล์อยู่บนโลกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และถ้าหากไฟล์นี้ไม่ใช่ไฟล์สำคัญแต่อย่างใดนั้นก็จะไม่ถือเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรที่เราจะมีไฟล์หน้าตาเหมือนกันนี้ในอีกหลายๆที่ แต่กลับกันถ้าไฟล์ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องเงินทองมูลค่าสูง เราคงมีคำถามและข้อข้องใจเมื่อต้องการส่งกันใน Internet ผ่าน Line จริงๆ และถ้าเกิดปัญหาขึ้น แล้วเกิดศาลท่านถามหาเอกสารต้นฉบับตัวจริง คำถามคือไฟล์ไหนคือไฟล์ต้นฉบับจริงๆ และใครเป็นผู้ถือครองสิทธิในไฟล์นี้ล่าสุดกันแน่ ในเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการสร้างไฟล์ที่หน้าตาเหมือนกันทุกประการขึ้นมาเมื่อเรากด Download ไฟล์ดังกล่าวจาก Line

ปัญหาการส่งไฟล์นี้เป็นเรื่องสนุกพื้นฐานที่ต้องถกเถียงกันต่อไป และตามมาด้วยปัญหาด้านความปลอดภัย ดังที่กล่าวมาในช่วงก่อนหน้าว่า Internet ถูกสร้างโดยนักการศึกษาฝ่ายธรรมะ ระบบการรักษาความปลอดภัยไม่ได้ถูกใส่เข้ามาในกระบวนการออกแบบตั้งแต่ต้น ฉะนั้นในปัจจุบันมีปัญหาพื้นฐานในโลก Internet คือ คนแอบดักจับข้อมูลและปลอมแปลงข้อมูลที่เราส่งกัน

ฉายภาพกลับไปที่การส่งไฟล์ผ่าน Internet ให้เพื่อนก่อนหน้านี้ ถ้าเกิดมีคนกลางแอบดักข้อมูลไฟล์ที่เราส่งให้เพื่อนได้และทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูล จากนั้นจึงส่งต่อให้เพื่อนเราอีกทอดหนึ่ง โดยทำการปลอมแปลงให้เสมือนว่าเราเป็นคนส่งเองให้เพื่อน เพื่อนเราที่รับข้อมูลไปนั้นก็คิดว่าได้รับข้อมูลที่มาจากเราจริงๆ แทน ลักษณะแบบนี้อาจก่อทำให้เกิดความเสียหายอย่างไม่อาจประมาณได้ ปัญหานี้คือปัญหาพื้นฐานของโลกเครือข่าย Internet ที่เป็นปัญหาในระดับโครงสร้าง ที่ได้รับการแก้ไขด้วยเครื่องมือเฉพาะชั่วคราวต่อยอดไปในบางจุดและบางพื้นที่การใช้งานของ Internet เท่านั้น

 

ปลดล๊อค Internet

แต่ก็ใช่ว่าโลก Internet ของเราจะมาถึงทางตัน ตราบใดที่มนุษย์เรายังมีการสอนกันและกัน การส่งผ่านความรู้ ความคิด ประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น เราก็ยังมีนักคิด นักฝันหน้าใหม่เสนอแนวทางแก้ปัญหากันต่อไป และนี่อาจจะเป็นหนึ่งในความหวังใหม่ของเราที่จะมาปลดล๊อคข้อจำกัดของ Internet ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน นั้นคือสิ่งที่ มนุษย์ให้ชื่อมันว่า Blockchain ซึ่งสร้างขึ้นซ้อนทับเครือข่าย Internet ที่โลกเรามีอยู่แล้ว และในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ได้รับความคาดหวังว่าจะเป็นแนวคิดที่สามารถช่วยให้เราปลดล๊อคศักยภาพของ Internet ให้ไปสู่ขั้นต่อไปได้ จากขั้นที่เราเรียกว่า Internet of Information ไปเป็น Internet of Value

แรกเริ่มเดิมที่มนุษย์เราเริ่มเชื่อมเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เราก็ทำตามความคุ้นเคยดังเดิมนั้นคือการนำเครือข่ายที่ได้นั้นมาแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน จึงเป็นที่มาของชื่อยุคของ Internet ที่เรียกว่า Internet of Information และในตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไปและเป็นช่วงรอยต่อในการนำเอาเครือข่าย Internet มาส่งของมีค่ากันได้มากขึ้นกว่าแค่การนำมาใช้แค่รับส่ง Information กันซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ในการใช้งานอีกต่อไปดังปัญหาการส่งไฟล์สำคัญให้ระหว่างกัน และนั้นกำลังพาเราเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Internet of Value

 

ก้าวต่อไป

เพราะเราต้องการส่งของที่เราให้คุณค่ากันผ่านเครือข่าย Internet นี้ เราจะพบว่า หากไฟล์นั้นบรรจุข้อความสำคัญอยู่ ฉะนั้นไฟล์ก็เปรียบเสมือนของมีค่าสำหรับเรา อีกทั้งศาลท่านก็ให้คุณค่ากับสิทธิในความเป็นเจ้าของของไฟล์นี้ว่า ไฟล์ไหนคือไฟล์ต้นฉบับจริงและใครคือคนที่ถือครองสิทธิในไฟล์ ฉะนั้นจุดนี้คือจุดเปลี่ยนโลกเราอีกครั้งเนื่องจากพอมนุษย์เราพยายามที่จะใช้ชีวิตทุกอย่างผูกกับโลก Internet การงานต่างๆ จึงตามเรามาด้วยแต่งานทุกสิ่งทุกอย่างนั้น จะยังไม่สามารถตามเรามาได้ทั้งหมดเนื่องจากข้อจำกัดของ Internet แต่พอเรามีแนวคิดใหม่ แนวคิดในการส่งผ่านมูลค่าให้กันได้ผ่านเครือข่ายใหม่นี้ นั้นจึงเป็นจุดเปลี่ยนของมนุษยชาติครั้งใหญ่ และในตอนต่อไปเราจะทำความเข้าใจ Internet of Value กันให้มากขึ้น

จากนี้ไปถ้ามนุษย์เราเรียนรู้ที่จะใช้ความสามารถจากเทคโนโลยีในการเก็บและส่งผ่านข้อมูลอันมีค่านี้ผ่านเครือข่าย Internet จะส่งผลให้การทำธุรกรรม การค้า การทำงานและทุกๆ อย่างที่เราเสมือนจะทำได้บนเครือข่าย Internet แบบเดิมนั้น จะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันจินตนาการได้ เนื่องจากเรากำลังอยู่เพียงแค่หน้าประตูของยุค Internet of Value เพียงเท่านั้น ไม่มีใครทราบได้ว่าข้างหลังประตูจะเจออะไร แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนเลยนั้นคือ ความเชื่อของเราที่ถูกปลูกฝังมากับโลกที่เราเติบโตมานั้นจะส่งผลต่อความเข้าใจของเรา ในบางความเชื่อถ้าเราไปยึดติดกับมันมากเกินไปนักอาจทำให้เราพลาดโอกาสในการทำความเข้าใจแนวคิดใหม่นี้อย่างน่าเสียดาย ฉะนั้นศัตรูสำคัญที่จะทำให้เราก้าวตามไม่ทันแนวคิดใหม่นี้ แท้ที่จริงคงเป็นที่ความเชื่อที่ฝังอยู่ในตัวเราเองทำหน้าที่เป็นกำแพงขวางกั้น น่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะมาเรียนรู้วิธีที่จะทำลายล้างความเชื่อของเราเองลง เพื่อเปิดทางให้กับแนวคิดและประสบการณ์ใหม่ๆ เข้ามาสู่ตัวเราเองและผู้คนรอบข้างให้สามารถเข้าถึงคุณประโยชน์แห่ง Internet of Value นี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

Picture Credit

Facebook Comments