วันพุธ, กรกฎาคม 17

Trust Disruption #3 : เมื่อเงินเปลี่ยนไป

ในตอนก่อนหน้าเราได้กล่าวไปถึงยุค Internet of Value ที่เป็นระบบ Internet แห่งการส่งผ่านคุณค่า เราสามารถแทนค่าสิ่งที่เรามองว่ามีค่าและนำมาส่งกันบนระบบ Internet นี้คือมิติใหม่ของมนุษย์ในการใช้งานเครือข่าย Internet อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในตอนนี้เราจะมาเรียนรู้กันในมุมมองที่เกี่ยวกับการเงิน ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของยุค Internet of Value นี้

 

มนุษย์ต้องการการแลกเปลี่ยน

ย้อนกลับไปราว 9,000 – 10,000 ปีก่อน มนุษย์เราใช้การแลกเปลี่ยนสิ่งของกันด้วยสิ่งของต่อสิ่งของ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Barter System กล่าวง่ายๆ คือ ตกลงปริมาณสิ่งของกันและแลกกันโดยปริมาณที่ทั้งสองฝ่ายเห็นว่ายุติธรรม เช่น ไก่ 20 ตัวแลกหมู 1 ตัว ดังนี้เป็นต้น มนุษย์เราแลกสิ่งของทำนองนี้กันไปมา แต่ว่าแลกกันไปแลกกันมามันเกิดมีความไม่สะดวกขึ้นมากมาย เช่น ถ้าสมมติต้องการแลกหมูครึ่งตัวกันก็จะเกิดความไม่สะดวกในการแบ่งอย่างมาก ดังนั้นมนุษย์จึงเริ่มสรรหาและคิดสิ่งแทนมูลค่านับแต่นั้นมาจนกระทั้งราว 5,000 – 6,000 ปีก่อน ที่มีหลักฐานว่ามนุษย์เริ่มนำหอยเบี้ย หรือ ของหายากต่างๆ มาสร้างเหรียญขึ้นมาแทนมูลค่าและใช้เจ้าสิ่งนี้เป็นตัวกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนสิ่งของซึ่งกันและกัน

เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็เกิดความไม่สะดวกขึ้นมาอีกเพราะถ้าเราต้องการซื้อของด้วยเงินจำนวนมากก็ต้องแบกเหรียญหรือแบกหอยเบี้ยกันไปเป็นกระสอบๆ ฝ่ายรับก็ต้องจัดหาทีมงานมานั่งนับกันให้วุ่นวาย นี้จึงเกิดแนวคิดตั๋วเงินหรือเงินกระดาษขึ้น เมื่อประมาณ 2,000 – 3,000 ปีก่อนโดยนำกระดาษมาตรามูลค่าโดยผู้ที่ได้รับความน่าเชื่อถือเช่นหน่วยงานรัฐบาล หรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งเงินในลักษณะนี้ถูกใช้งานมาเรื่อยๆ ประกอบกับในระหว่างนั้นก็เกิดพัฒนาการสำคัญแก่ธุรกิจการเงินและธนาคารควบคู่กันไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและแพร่หลายขึ้นๆ เพื่อให้ตอบสนองบริการทางการเงินให้เป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้นๆ และเราก็ใช้ระบบนี้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีระบบธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นศูนย์กลางทำหน้าที่จดบันทึกและย้ายมูลค่าของผู้คนจากบัญชีหนึ่งไปยังบัญชีหนึ่ง เกิดเป็นธุรกิจตัวกลางขนาดใหญ่และตามมาด้วยความทรงอำนาจอย่างมิอาจต้านทานได้

 

สื่อเปลี่ยนไป

เมื่อมนุษยชาติมีการรับเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน จึงเกิดความต้องการในการแลกเปลี่ยนบนเครื่องคอมพิวเตอร์นี้เช่นกัน เพราะการแลกเปลี่ยนมูลค่าคือหนึ่งในปัจจัยในการดำรงอยู่ของมนุษย์ จึงเริ่มเข้าสู่ยุค Internet Banking ที่ดำเนินการโดยธนาคารเป็นผู้ให้บริการ ซึ่งธนาคารก็ยังทำหน้าที่เดิมคือจดบันทึกและย้ายมูลค่าของผู้คนจากบัญชีหนึ่งไปยังบัญชีหนึ่ง แต่เปลี่ยนมาทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แทน

 

จุดเปลี่ยนมาถึงอีกครั้ง

และดังที่กล่าวไปในตอนก่อนหน้านี้เมื่อ Bitcoin และ Blockchain ถือกำเนิดขึ้น โดยผู้สร้างนำแนวคิดการสร้างเงินอิเล็กทรอนิกส์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นั้นจึงเป็นเสมือนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบการเงินครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งจากระบบที่เราใช้งานกันมากว่าพันปีนี้รวมไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานดั่งเดิมทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นมาเพื่อให้ระบบการเงินต่างๆ เหล่านี้ทำงานได้ที่สั่งสมกันมา ทั้งนี้ระบบโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบคอมพิวเตอร์แต่อย่างเดียว โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกกระทบกระเทือนนี้รวมไปถึงระบบการกำกับดูแลทั้งจากหน่วยงานรัฐ ระบบตลาดทุนทั้งที่เสรีและไม่เสรี ระบบของหน่วยงานเอกชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กระเทือนกันหมดทั้งระบบงานเนื่องจากผู้คนนำการทำงานต่างๆ มาผูกพันไว้กับระบบสถาบันการเงินต่างๆ และที่เห็นจะเป็นการกระเทือนอย่างรุนแรงนั้นคือ ความเชื่อที่ถูกสอนกันมาตั้งแต่เราเกิดมาว่าธนาคารหรือคนกลางที่ได้รับความน่าเชื่อถือควรเป็นผู้รักษาความมั่งคั่งของเรา

ระบบโครงสร้างต่างๆ นั้นเปลี่ยนแปลงได้ จะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงสร้างนั้น ถ้าเป็นโครงสร้างของระบบก็เปลี่ยนแปลงได้โดยใช้ความพยายามไม่สูงเกินไป และโครงสร้างในระบบการกำกับดูแลนั้นยากขึ้นมาอีกระดับ ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมาย ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง การทำงานของตลาดในส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ยากที่สุดนั้นคือการยอมรับของบุคคลในการเปลี่ยนแปลงนี้และนี้จึงเป็นจุดตัดสำคัญว่าแนวคิดเปลี่ยนโลกสำคัญเหล่านี้จะคงอยู่ต่อไปในโลกได้จริงหรือไม่

 

ผู้มาใหม่ที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง

เป็นเรื่องธรรมดาที่เทคโนโลยีมาใหม่จะถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีเดิม ซึ่งโดยปกติแล้วมนุษย์เราต้องการความมั่นคงและยั่งยืนนั้นจึงเป็นเหตุผลหลักที่สิ่งใหม่ๆ ต้องได้รับการทดสอบเพราะว่าสิ่งใหม่ๆเหล่านี้จะมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา และเราปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมของเทคโนโลยีเก่าไปเสียแล้วและเทคโนโลยีใหม่นี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเห็นว่ามั่นคงไปแล้วนี้จึงเป็นเหตุผลหลัก ที่สิ่งใหม่ๆต้องพิสูจน์ตัวเองถึงอรรถประโยชน์ของตนเพื่อให้ดำรงอยู่ได้ต่อไป

แต่ Blockchain ผู้มาใหม่รอบนี้เป็นแนวคิดใหม่ที่หาญกล้าท้าทายแนวคิดเดิมอย่างกว้างขวางท้าทายอำนาจที่ปกติเราจะดูแลกันอยู่ภายในประเทศใครประเทศมันเท่านั้น อาทิ ระบบตลาดทุนเสรี ปกติแต่ละประเทศจะมีการพัฒนาระบบตลาดทุนของประเทศตัวเองและมีการกำกับดูแลเกมส์ในประเทศของตัวเอง แต่เทคโนโลยี Blockchain นี้มาท้าทายโดยเปิดให้มีการระดมทุนเสรีได้จากทั่วทั้งโลกโดยไม่สนใจขอบเขตประเทศใดประเทศหนึ่งดังที่เราได้เห็นพลังของคำว่า ICO ที่กำลังมาท้าทายแนวคิด IPO ของแต่ละประเทศอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนมาถึงระบบตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขายหลักทรัพย์ที่กำลังสั่นคลอนเพราะปกติทำงานอยู่ในขอบเขตของประเทศตนเองเท่านั้นแม้ว่าในช่วงหลังมานี้จะเริ่มมีการซื้อขายข้ามประเทศกันบ้างในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งความท้าทายนี้ยังไม่เข้ามาในประเทศกำลังพัฒนา แต่เทคโนโลยี Blockchain นี้เป็นตัวเร่งใหม่ที่เข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับประเทศกำลังพัฒนา

 

 

ความท้าทายใหม่โอกาสใหม่

เมื่อโครงสร้างการเงินโลกทุนนิยมทั้งที่เสรีและไม่เสรี โดนท้าทายโดยแนวคิดใหม่ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการระดมทุนที่เปิดให้ใครระดมทุนจากที่ใดก็ได้ในโลกโดยไม่ผ่านตัวกลางใดๆ เรื่อยไปจนถึงตลาดแลกเปลี่ยนสินทรัพย์รูปแบบดิจิตอล จากนั้นยังไม่พอสินทรัพย์ดิจิตอลที่เราลงทุนนั้นสามารถนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้โดยสะดวกผ่านการ Scan QR Code อีกต่างหาก นั้นส่งผลให้โลกการลงทุนมีลูกเล่นได้มากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ปกติการลงทุนของเราต้องแยกต่างหากกับเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแต่ปัจจุบันการลงทุนกลับทำได้และนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ในกระเป๋าเงินเดียวกัน

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงตามมานั้นคือ ขั้นตอนการกำกับดูแลที่ต้องปรับตัวอย่างมาก ซึ่งจะยกเลิกไปเสียทีเดียวนั้นก็ยังไม่ได้เนื่องจากคนโกงยังมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย กฎหมายที่จะควบคุมดูแลต้องปรับให้คล่องตัวเนื่องจากเราแนวคิด Blockchain นี้สามารถทำให้เราเอาสิทธิอะไรก็ได้มาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันไม่จำกัดอยู่เพียงแค่สิทธิของบริษัทในรูปแบบ หุ้นหรือตราสารเดิมๆ อีกต่อไป

ทีนี้ความเชื่อที่เราเรียนรู้มานับจากอดีตกำลังถูกสั่นคลอนด้วยแนวคิดใหม่ นวัตกรรมรูปแบบใหม่ การเปลี่ยนความเชื่อของเราที่มีต่อการเงินการลงทุนนั้นจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เรายังสามารถรักษาและแสวงหาประโยชน์ในโลกเศรษฐกิจเสรีได้ต่อไป โดยไม่เป็นการปิดกั้นโอกาสของเรา

 

ขอบคุณเครดิตรูปภาพ
https://unsplash.com/@davidshare, @thisisramiro, @jbrinkhorst, @markusspiske

 

Facebook Comments