วันพฤหัส, กันยายน 19

Trust Disruption #2 : Internet of Value

ในตอนก่อนหน้านี้เราได้ทราบถึงที่มาที่ไปกันแล้วว่า Internet นั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราได้อย่างไรและมีศักยภาพที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย จนกระทั้งมนุษย์เราพยายามที่จะใช้ชีวิตอยู่บนเครือข่าย Internet นำเอางานจริงๆ เริ่มมาทำกันบนโลก Internet และมาสุดอยู่ตรงกำแพงด้านสุดท้ายที่ว่าเครือข่ายอันทรงพลังนี้ไม่ได้ออกแบบมาพร้อมระบบการรักษาความปลอดภัยในตั้งแต่ต้น นั้นจึงทำให้เราใช้งาน Internet ได้เป็นเพียงแค่เครือข่ายที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลกันเท่านั้น ซึ่งเราตั้งชื่อให้แก่เครือข่ายนี้ว่า Interner of Information และนี้จึงเป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่ทำให้งานหลายๆ อย่างไม่สามารถนำมาทำกันได้จริงๆ บนเครือข่ายแห่งข้อมูลนี้

แสงสว่างที่ปลายอุโมง
และแล้วปัญหานี้ก็ดูเหมือนจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงเกิดขึ้น นั้นคือการมาถึงของบทความวิชาการชิ้นหนึ่งที่ถูกเผยแพร่ในปี 2008 โดยบุคคลนิรนามโดยใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto ซึ่งเป็นบทความที่ตีพิมพ์เพื่อเสนอวิธีการสร้างที่เรียกว่า Peer-to-Peer Electronic Cash ซึ่งเป็นแนวคิดของการสร้าง เงินสดในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และสามารถกระจายการใช้งานไปโดยไม่จำกัด ซึ่งเครือข่ายเงินสดรูปแบบใหม่นี้ได้รับชื่อว่า Bitcoin นั้นเอง

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ที่ประสบความสำเร็จล้วนใช้แนวคิดที่ไม่ว่าจะซับซ้อนเพียงใดก็จะถูกอธิบายให้ออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเรียบง่ายที่สุด และแนวคิดเงินสดอิเล็กทรอกนิกส์ของคุณ Satoshi Nakamoto นี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน หลายคนนั้นคิดว่า Bitcoin นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุดใน 3 โลกเพราะเมื่อพูดถึง Bitcoin เราจะนึกภาพการเข้ารหัสทางคณิตศาสตร์ ตัวเลขซับซ้อนมากมายที่ฟังดูไม่มีวันเข้าใจได้ แต่เราสามารถกล่าวได้ว่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือประกอบแนวคิดเท่านั้น แนวคิดของ Bitcoin ที่แท้จริงนั้นเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงแนวคิดของมนุษย์ในการใช้งานเครื่องข่าย Internet of Information ไปได้ทั้งหมดเลยทีเดียว

กำปั่นทุบดินที่เปลี่ยนแปลงโลกของเรา
ดังที่ท่านเข้าใจว่าเราสามารถส่งข้อมูลบนเครือข่าย Internet ได้และเราเริ่มจะเอางานสำคัญๆมากขึ้นๆมาทำกันบนเครือข่ายแห่งนี้ แต่คำถามคือถ้าเราจะเอามาส่งข้อมูลจริงจังอย่างเช่นส่งเงิน นี้จะทำได้อย่างไร คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่งดงามมากที่คุณ Satoshi Nakamoto แก้ไขไว้นั้นคือ เราก็ส่งข้อมูลจริงจังกันบนเครือข่าย Internet แห่งนี้ไปอย่างเดิมได้เลย แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ เวลาส่งนั้นให้บอกคนอื่นไปด้วยว่าฉันจะส่งข้อมูลอันมีค่านี้ให้ใครและเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาตรวจสอบและรับรู้กันไปด้วยกันทั้งโลกและเมื่อการส่งข้อมูลนั้นถูกตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็ให้ทุกคนในโลกจดข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นนี้เก็บไว้ด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสอบยันกันในภายหลังหากมีใครคนหนึ่งไม่เชื่อ

และด้วยแนวคิดอันแสนเรียบง่ายนี้จะเห็นว่า ขนาดข้อมูลเงินยังสามารถนำมาส่งได้ผ่านเครือข่าย Internet เลยนั้นก็หมายความว่าเราก็เอามาส่งข้อมูลสำคัญๆใดๆ ก็ได้ที่ท่านคิดว่ามีคุณค่าเช่น โฉนดที่ดิน ใบรับรอง เอกสารประกันภัย และอื่นๆอีกมากมายอย่างที่ไม่สามารถจะจินตนาการได้กันแล้วบนเครือข่าย Internet แห่งนี้ ซึ่งนี้คือการปลดปัญหาใหญ่ที่ล่าม Internet of Information ให้มีศักยภาพขึ้นไปอีกขั้น ฉะนั้นปัจจุบันนี้เราจึงกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ Internet ได้ฉายาว่า Internet of Value

ยุคใหม่โอกาสใหม่
เมื่อคุณ Satoshi Nakamoto บุกเบิกยุคใหม่ให้เรา นั้นก็จะตามมาด้วยแนวคิดใหม่เกิดขึ้นซ้อนทับมากมาย ดังเช่นยุคที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ระเบิดโลกแนวคิดที่เชื่อกันมาเป็นพันๆปี ว่าด้วยเวลาที่สามารถบิดงอ หรือเวลาก็ประพฤติตัวเป็นของไหลได้ ในทฤษฎีสัมพัทธภาพอันโดยดัง ฉะนั้นปัจจุบันนั้นจึงเป็นยุคตื่นทองของ Internet of Value เช่นเดียวกัน มีการนำแนวคิดลักษณะไปประยุกต์ใช้งานต่อยอดกันอย่างไม่รู้จบ บ้างก็นำไปใช้ในทางที่ดี บ้างก็ทำไปใช้ในทางไม่ดี

และนี้จึงเป็นเหตุผลที่ Bitcoin มีชื่อเสียงในด้านไม่ดีอย่างมาในช่วงที่ผ่านมาเพราะกลุ่มโจรและผู้ที่เน้นดำเนินธุรกิจแบบเอารวยเข้าว่าไม่สนใจสิ่งใดนอกจากทำให้ตัวเองร่ำรวยอย่างเดียว หยิบเทคโนโลยีอันทรงพลังนี้ไปหาประโยชน์ในทางมิชอบกันอย่างกว้างขวาง และนั้นจึงตามมาด้วยวงการข่าวที่โหมกระพือพัดข่าวด้านเสียของ Bitcoin ให้ยิ่งแรงขึ้น ดังเช่นในยุคที่ Internet เข้ามาในยุคแรกๆ พ่อแม่จะถูกข่าวเป่าหูว่าอย่าให้ลูกเล่น Internet เพราะเป็นแหล่งเข้าถึงของเว็ปไซต์อนาจาร

แต่ทั้งนี้เราท่านต่างรู้ดีว่าด้วยแนวคิดทรงพลังนี้ยังดำเนินต่อไป เพชรก็ยังเป็นเพชรต่อไป นักวิทยาการคอมพิวเตอร์และนักคิดฝ่ายธรรมะก็ยังเดินหน้าต่อไป หยิบเอา Bitcoin นี้มาทำกระบวนการย้อนกลับหรือในภาษาทางคอมพิวเตอร์เรียกว่า Reverse Engineer ซึ่งภาษาทั่วไปก็คือ เอา Bitcoin มาแกะดูนั้นเอง เราจึงได้พบกับแนวคิดอันโด่งดังในยุคนี้เรียกแนวคิดรวมๆ แบบกำปั่นทุบดินในการกระจายข้อมูลกันบอกคนอื่นๆ ว่าใครส่งข้อมูลให้ใครบ้างของ Bitcoin นี้ว่า Blockchain นั้นเอง

เข้าใกล้การใช้ชีวิตบน Internet เข้าไปอีกขั้น
ท่ามกลางแนวคิดอันโด่งดังของ Blockchain ได้มีเด็กหนุ่มนามว่า Vitalik Buterin เสนอแนวคิดใหม่ในช่วงปี 2014 ที่เรียกว่า Ethereum หรือการต่อยอดแนคิด Blockchain เข้าไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า Smart Contract หรือชื่ออันโด่งดังคือ สัญญาอัจฉริยะ เป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการเอาข้อมูลต่างๆ ที่มีคุณค่านำมาแปลงให้อยู่ในรูปของ ชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ (Programming Code) และนำมาใส่เข้าไปไว้ในเครือข่าย Blockchain

ดังที่เราเข้าใจมาแล้วว่า Blockchain นั้นคือเครือข่ายของการส่งผ่านและบันทึกข้อมูลอันมีค่า และเมื่อคุณ Vitalik Buterin เสนอแนวคิดนี้คือ นั้นคือการขับดันให้ Blockchain ก้าวไปอีกยุคหนึ่งโดยทันที โดยในบางกระแสได้ขนานนามสิ่งนี้ว่าเป็น Blockchain 2.0 ไปโดยทันที ในแง่การใช้งานนี้คือการทำให้เราสามารถเอางานสำคัญๆ และมีมูลค่าจริงๆ มาทำกันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่าย Internet ได้แล้วนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญากู้เิงน สัญญาประกัน หรือสัญญาที่มีความซับซ้อนต่างๆ สามารถนำมาเขียนในรูปแบบคำสั่งทางคอมพิวเตอร์และกระจายการทำงานไปยังทุกที่ทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย

Globalization ขั้นต่อไป
เมื่อแนวคิด Blockchain ก้าวมาถึงยุค 2.0 นี้แล้วนั้นทำให้นักคอมพิวเตอร์ทั่วโลกต่างตื่นทองกันเข้าไปมากยิ่งขึ้น เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายในรูปแบบต่างๆ กันอย่างไม่หยุดยั้ง และแล้วความเชื่อที่เราร่ำเรียนมา ถูกสอนให้เชื่อมานั้นกำลังสั่นคลอนครั้งใหญ่ เนื่องจากในสมัยก่อนขอบเขตการมองในแง่มุมใดๆ จะถูกจำกัดโดยชาติรัฐในขอบเขตประเทศ ยกตัวอย่างง่ายที่สุดนั้นคือเงิน ซึ่งในแต่ละประเทศจะจำกัดรูปแบบและควบคุมโดยขอบเขตของประเทศตัวเอง แต่เทคโนโลยีการส่งข้อมูลอันมีค่าตัวใหม่นี้มาระเบิดกำแพงกั้นระหว่างประเทศทั้งหมดทั้งมวลลงโดยสิ้นเชิง

เมื่อเราทุกคนมีพื้นฐานความเข้าใจใน Internet of Value นี้แล้ว ในตอนต่อๆไปของ Trust Disruption จะยิ่งสนุกสนานขึ้นเนื่องจากเราจะลองไปไต่ดูดูในแต่ละขอบเขตอุตสาหกรรมที่ตีกรอบความคิดเดิมๆ และมีโอกาสสั่นสะเทือนด้วยแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าสนุกนั้นคือการไล่เรียงดูว่ามนุษยชาติไปได้ไกลถึงไหนด้วยแนวคิดใหม่ๆเหล่านี้

 

Picture Credit